เปิดลงประกาศฟรี เข้าถึงคนจำนวนมากด้วยงบเพียงน้อยนิด

Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 5
1
ตัวอย่างกระเทียมมุกที่ลูกค้าเอาไปแกะกลีบ ใส่ถุงขายที่ตลาด 400 กิโลกรัมหมดในพริบตา
2
ขายส่งกระเทียมจีนมีจำนวนมาก ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณ และความถี่ของความต้องการ ราคาตกลงกันได้ (ถูกกว่าราคาตลาดแน่นอน) เอาให้พอใจกันทั้งสองฝ่าย มีบริการจัดส่ง สินค้าใหม่ไม่ค้างปี เก็บไว้รับประทานได้นาน หรือนำไปแปรรูปจำหน่าย หรือนำไปแกะแล้วส่งโรงงานได้ราคาดีเท่าตัว

ราคาตลาดไท วันที่ 26 มิถุนายน 2560 ราคาเบอร์กลาง 72.50 บาทต่อกิโลกรัม! เรามีกระเทียมมุก กระเทียมจีนจำนวนมาก พร้อมส่ง พ่อค้าขายส่ง แม่ค้าขายส่ง รับไปส่งต่อแค่ผ่านมือ 4-5 ตันก็ได้กำไรแล้วครับ+++พ่อบ้าน แม่บ้าน รับไปแกะกลีบ แกะเปลือก ส่งโรงงานน้ำพริก โรงงานซอสได้กำไรเท่าตัว แกะกลีบใส่ถุงขายตลาดนัดขีดหนึ่ง 35 บาทแล้วครับ

ขนาดและราคา (ราคาอาจมีปรับขึ้นลง กรุณาโทรถามก่อนครับ)

ขนาด 4.5-5 เซนติเมตร
- แบบหัว 47 บาทต่อกิโลกรัม
- แบบแกะกลีบ 55 บาทต่อกิโลกรัม

ขนาด 5-7 เซนติเมตร
- แบบหัว 55 บาทต่อกิโลกรัม
- แบบแกะกลีบ 65 บาทต่อกิโลกรัม

ปริมาณขั้นต่ำ แล้วแต่ตกลงกันครับ

#กระเทียมจีน #กระเทียมปิงปอง #กระเทียมแกะกลีบ #กระเทียมมุก

สนใจสั่งซื้อโทร คุณใหญ่ 094-495-3168
3
กระทียมมหาสารคามราคาพุงสูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาทไม่มีพ่อค้าแม่ค้ารายใด รับมาขาย ส่งผลกระเทียมไทยขาตลาด ขณะที่หอมแดงปรับราคาขึ้นตาม แม่ค้าคาดราคากระเทียมจะสูงขึ้นอีก
       
จากการสำรวจร้านจำหน่ายกระเทียมในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคาม พบว่า หลายร้านที่จำหน่ายกระเทียมสด ในตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคามไม่มีกระเทียมเชียงใหม่จำหน่าย เนื่องจากราคาขายปลีกที่เพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะมาก จากราคกิโลกรัมละ 50-60 บาท ขึ้นเป็น 110-120 บาท เนื่องจากเป็นเพราะค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดศรีษะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกระทียมรายใหญ่อีกแห่งในประเทศ
       
แม่ค้าจำหน่ายกระเทียมบริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลเมืองมหาสารคาม กล่าวว่า จากราคากระเทียมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระเทียมเชียงใหม่ที่เป็นกระเทียมกลีบเล็ก มีความหอมมากกว่ากะเทียมกลีบใหญ่ที่มจากประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่มีขายมาระยะนึ่งแล้ว เพราะราคาที่ขึ้นกว่าเท่าตัว ทำให้ไม่มีร้านค้ารายใดนำมาจำหน่าย เพราะราคาแพงมาก ที่มีจำน่ายอยู่ตอนนี้ก็จะีเพียงแค่กระเทียมบ้านแหล่งผลิตอยู่ทีั่่จังหวัดศรีสะเกษ ราคากิโลกรัมละ 80 บาท และกระเทียมปิงปองหัวใหญ่ที่มาจากประเทศจีนกิโลกรัมล 60 บาท ซึ่งกระเทียมทั้ง 2 ชนิดได้ปรับราคาขึ้นสูงมาก กระเทียมบ้านจากที่เคยจำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท ก็ปรับขึ้นเป็น 80 บาท ส่วนกระเทียมปิงปองปรับจาก 40 บาท เป็น 60 บาท
       
แม่ค้าขายกระเทียมยังบอกอีกว่า ราคากระเทียมอาจปรับสูงขึ้นไปอีก เพราะว่าหลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมทำให้ผลิตกระเทียมออกสู่ตลาดไม่ได้ ส่วนหอมแดงก็ได้ปรับราคาขึ้นตามกระเทียม เพราะพ่อค้าคนกลางอ้างต้นทุนที่สูงขึ้นเหมือนกัน ทำให้หอมแดงปรับรคาขึ้นอีกกิโลกรัมละ 10 บาทจาก 50 บาท ก็มาขาย 60 บาท

สนใจสั่งซื้อ กระเทียมจีน

ขนาดและราคา (ราคาอาจมีปรับขึ้นลง กรุณาโทรถามก่อนครับ)

ขนาด 4.5-5 เซนติเมตร
- แบบหัว 47 บาทต่อกิโลกรัม
- แบบแกะกลีบ 55 บาทต่อกิโลกรัม

ขนาด 5-7 เซนติเมตร
- แบบหัว 55 บาทต่อกิโลกรัม
- แบบแกะกลีบ 65 บาทต่อกิโลกรัม

ปริมาณขั้นต่ำ แล้วแต่ตกลงกันครับ

#กระเทียมจีน #กระเทียมปิงปอง #กระเทียมแกะกลีบ #กระเทียมมุก

สนใจสั่งซื้อโทร คุณใหญ่ 094-495-3168
4
จำหน่าย สเตนเลสทุกชนิด เหล็กโรงงาน เหล็กก่อสร้าง ท่อไร้ตะเข็บ แผ่นอคิรลิก อุปกรณ์ฟิตติ้งส์&วาล์วน้ำ รับงานสเตนเลส ราวกันตกสำเร็จรูป รับงานตัดเลเซอร์สเตนเลส  งานราวระเบียงกันตกสแตนเลส เกรด 304 บริการรับทำงานสแตนเลสทุกชนิด  รับเหมาตกแต่งอาคาร งานสเตนเลส งานคอมโพสิท หุ้มเสา ราวบันได แบบ Modern Design สแตนเลส โคราช,รับทำราวบันไดสแตนเลส,รับทำประตูรั้วสแตนเลส,รับทำประตูบ้านสแตนเลส,รับทำโต๊ะเก้าอี้สแตนเลส ผู้ผลิต จำหน่าย สั่งทำ ออกแบบใหม่ ติดตั้งงานด่วน สเตนเลส (Stainless) ประตูสเตนเลส ประตูสเตนเลสผสมไม้ ช่องรั้วสเตนเลส ช่องรั้วสเตนเลสผสมไม้

บริษัท ธนาแสงชัยสเตนเลส จำกัด (Thanasangchai Stainless Co., Ltd.)

ที่อยู่: 490/1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

เบอร์โทร: 044-255-145, 044-272-448

เซลล์: ปิยะ กุศลานุคุณ

เว็บไซต์ http://www.unogrand.com
5


“อย่าได้หาสูตรสำเร็จจากชีวิตคน”  นั่นเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย

ใครจะไปรู้ว่า หนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง ต้องยอมลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากคุณพ่อเสียชีวิต เพื่อให้พี่ๆ น้องๆ ได้เรียนต่อ ตัวเองออกมาช่วยงานคุณแม่ หากแต่ผ่านไปเกือบ 30 ปี ชายหนุ่มผู้นี้กลับเป็นกำลังหลักของธุรกิจครอบครัว นำพาธุรกิจเติบโต ไปขนาดที่ว่า สามารถเรียกน้องๆ อีก 3 คนที่เรียนจบปริญญา กลับมาช่วยงานที่บ้าน

ธุรกิจที่กำลังพูดถึงในที่นี้คือ การส่งกระเทียมแกะเปลือก พริกสดพร้อมใช้งาน กระเทียมเจียว เข้าสู่ร้านอาหารยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารระดับประเทศ ทั้งสุกี้เจ้าดังเอ็มเค ธุรกิจอาหารขนาดใหญ่  ร้านราเมนหลายสาขา และร้านปิ้งย่าง ด้วยการเริ่มต้น จากห้องแถวเล็กๆ ที่ปากคลองตลาด จนกลายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ พนักงานประจำ และไม่ประจำ เกือบ 200 คน ใช้ ขายกระเทียมสดต่อวันได้ราว 5,000 กิโลกรัม หรือ 150 ตัน ต่อเดือน!!

คุณฉัตรชัย วชิระเธียรชัย วัย 45 ปี เล่าให้ฟังว่า เดิมกิจการค้าของครอบครัวคือ ขายพริกคั่ว พริกป่น พริกดอง เป็นกิจการเล็กๆ และเมื่อตอนที่ตนเองอายุ 18 ปี กำลังเรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คุณพ่อเสียชีวิต ในขณะที่พี่ชายคนโตกำลังจะจบปริญญาตรี น้องคนสุดท้อง 7 ขวบ รวมพี่น้อง 6 คน ตนเองจึงตัดสินใจหยุดการเรียนไว้แค่นั้น ออกมาช่วยคุณแม่ค้าขาย

จากพริก ก็ขยายต่อไปที่กระเทียม ซึ่งสินค้าเหล่านี้ นับเป็นสินค้าข้างเคียงในบรรดาร้านอาหาร และอุตสาหกรรมอาหาร เหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย หากแต่ก็จุกจิก ดังนั้น การรับซื้อกระเทียมสดแกะเปลือกแล้ว ก็จะสะดวกมากกว่า

เริ่มต้น หาตลาด – ขยายกิจการ

คุณฉัตรชัย เล่าว่า เริ่มต้นหาตลาดแบบง่ายๆ เลย คือดูว่าใครจะเป็นลูกค้าของเรา เป็นต้นว่า ไปหยิบข้างขวดซอสมาอ่านฉลากมีส่วนประกอบอะไรบ้าง มีกระเทียมมั้ย ถ้ามีก็ติดต่อไปยังโรงงานแห่งนั้น เลยว่า ต้องการรับซื้อกะเทียมแกะเปลือกหรือไม่ ค่อยๆ เริ่มทีละเล็กละน้อย สั่งสมประสบการณ์และลูกค้า จนได้ลูกค้าวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

“เริ่มต้น ผมหยิบขวดซอส พันท้ายนรสิงห์มาดูเลยว่าเขาใช้กระเทียมมั้ย แล้วเอาเบอร์โทรศัพท์จากข้างขวดโทรไปหาเลย จากนั้นก็เริ่มพัฒนากระเทียม เอามาปอก แกะกลีบออก อย่างจริงจัง จากเริ่มต้น วันหนึ่งได้ 50  กก. จนถึงวันนี้ ได้วันละ 5 ตัน เราก็พัฒนาระบบคุณภาพ ลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ ระดับโรงงานอุตสาหกรรม ก็มาตรวจโรงงาน เราทำระบบ จีเอ็มพี จากนั้นผมก็ไปเสนอขายธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานขนาดใหญ่”

สำหรับกระเทียมที่นำมาใช้ นำเข้าจากจีน 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้สินค้าภายในประเทศ คุณฉัตรชัย บอกว่า เหตุที่ใช้ของจีนเยอะ เพราะว่าการใช้สินค้าปริมาณมากๆ ทางจีนจะมีปริมาณสินค้าที่สม่ำเสมอกว่าและฟาร์มที่คัดสรรมานั้นได้รับมาตรฐานสูง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพของกระเทียม

“พอมาถึงวันหนึ่ง เราต้องทำคุณภาพให้ได้ ถึงระบบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิต ผมต้องพาลูกค้าไปดูฟาร์มถึงประเทศจีน โดยเลือกใช้กระเทียมฟาร์มที่ได้การรับรองมาตรฐาน Global GAP เท่านั้น จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน เราได้พัฒนาตัวเองและระบบการทำงานจนสามารถทำได้สำเร็จ เราสามารถบอกลูกค้าได้ว่า กระเทียมที่นำมาผลิตสินค้าให้ลูกค้า  มีต้นกำเนิดมาจากฟาร์มไหน ในเมืองไหน เป็นต้น”

“ทางบริษัทลูกค้าบอกว่า สินค้าจากซัพพลายเออร์เดิม ที่ส่งกันอยู่เต็มแล้ว แต่คุณจะลองก็ได้นะ ตอนนั้นผมอยู่ปากคลองตลาด เขารับกระเทียมผมวันละ 30 กก.ให้ไปส่งที่บางพลี สมุทรปราการ ถามว่าคุ้มมั้ย ก็ไม่คุ้มหรอกนะ จนกระทั่งปีหนึ่งผ่านไป มันมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยน ตอนนั้นช่วงสงกรานต์ ลูกค้าโทร.มา อยากได้สินค้า ซึ่งสงกรานต์นี่ โรงงานผมหยุด 3 วัน ถ้าผมจะปฏิเสธ เขาก็จะไม่เอาสินค้าเรา อีกทั้งที่ผมบอกเขาไปว่าโรงงานผมหยุด เขาก็บอกมาว่า นั่นเป็นปัญหาของคุณ ก็จริงของเขานะครับ ตอนนั้นผมเดินห้างอยู่ ผมกลับโรงงานเลย เอาของออกมา มีลูกน้องอยู่ 3-4 คนก็ช่วยกัน แล้วตลอด 3 วันนั้น ผมก็ต้องไปส่งของตลอด… หลังจากสงกรานต์ ยอดออร์เดอร์มาที่ผมถล่มทลายเลย มันเหมือนการได้ใจกัน รวมทั้งพิสูจน์ว่าเราคือ มืออาชีพ”

คุณฉัตรชัย บอกว่า สงกรานต์ปีนั้น สอนอะไรเขาค่อนข้างมาก คือต้องมีการวางแผนในช่วงหยุดยาว เพราะโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เขาไม่หยุดกัน และในช่วงเทศกาลอาจจะต้องเตรียมจ่ายค่าแรงให้พนักงาน 3 เท่า ก็ต้องจ่าย เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไป ไม่สะดุด

ทั้งนี้ คุณฉัตรชัย บอกว่า สินค้าของเขาเป็นสินค้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคน แม้จะดูเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ขาดไม่ได้ และการเตรียมค่อนข้างจุกจิก เขาจึงวางแผนพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับสไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เป็นต้นว่า การเตรียมออกสินค้า พริกไทย กระเทียมเจียวสำเร็จรูป แม่บ้านแค่ฉีกซอง ใส่ในน้ำมันเดือด หลังจากทอดปลา ทอดหมูแล้ว พอให้สะดุ้งน้ำมัน แล้วราดบนหมู บนตัวปลาได้เลย ซึ่งส่วนนี้ เป็นสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไป

ก่อนที่จะบอกว่าทำได้หรือไม่ ต้องลองทำก่อน

และนี่เป็นเรื่องราวของนักธุรกิจ ที่สามารถต่อยอดธุรกิจครอบครัวให้เติบโตขึ้นอย่างสง่างาม จากความเป็นนักสู้ และไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง อีกทั้งพิสูจน์ได้ในข้อหนึ่งที่ว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีสูตรสำเร็จ คนเรียนจบสูง ไม่ได้หมายความจะประสบความสำเร็จ คนเรียนไม่จบ ร่ำรวยมีให้เห็นก็มาก แต่ที่มีมากกว่ามาก และเป็นส่วนใหญ่เสมอ คือ คนไม่เรียน ไม่ตั้งใจทำงาน ไม่เอาไหน ถ่านก็ไม่เอา นั่นล่ะ ไม่เข้าใกล้ความสำเร็จเลย แค่ลำพังจะพาตัวเองให้รอดไปวันๆ ก็ยากแล้ว

ย้อนกลับ ถามความรู้สึก คุณฉัตรชัยเมื่ออายุ 18 ปี ที่ต้องเลิกเรียนกลางคัน ออกมาช่วยงานที่บ้าน ไปเข็นของ เปิดแผงเล็กๆ ที่ปากคลองตลาด

คุณฉัตรชัย ตอบว่า “ผมรู้สึกว่า คนเราต้องดิ้นรนนะ ตอนนั้นคือผมคิดว่ายังไงผมก็ต้องออก เพราะน้องยังเล็ก ส่วนพี่ชายก็จะเรียนจบ ผมเพิ่งปี 1 ดังนั้น ผมตัดสินใจได้ง่ายสุด และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรใหม่ๆ มีอะไรที่ทำได้ ผมไม่ปฏิเสธ คือผมต้องลองทำก่อน ก่อนที่จะบอกว่า ทำได้หรือไม่ได้ มาถึงวันนี้ ผมก็คิดว่า มันมาไกลกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ตอนขี่รถเวสป้า ส่งของ แค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าส่งกระเทียมให้เอ็มเคได้ วันละแค่ 500 กก. ขอส่งแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ (1.5 ตัน ต่อสัปดาห์) หรือ 6 ตัน ต่อเดือน ได้กำไรกิโลกรัมละ 5 บาท นี่ก็อยู่ได้แล้ว แต่พอมาถึงวันนี้ เราส่งกระเทียมให้เอ็มเค 12 ตัน ต่อเดือน”

จากพี่ชายคนรอง ที่ต้องเลิกเรียน ออกมาทำงานตั้งแต่อายุ 18 ปี มาจนปัจจุบัน เขาสามารถพาธุรกิจ ขยายออกไปได้ใหญ่โต พร้อมกับดึงน้องๆที่เรียนแล้ว อีก 3 คน เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านด้วย

เหมือนกับว่า แม้จะเรียนสำเร็จระดับชั้นปริญญาตรี แต่ก็กลับมาทำงานที่บ้าน ซึ่งปัจจุบัน ไลฟ์โคชชิ่ง หลายคนพูดถึงประเด็นนี้ ทว่า คุณฉัตรชัยเองกลับให้ความเห็นมาดังนี้ “การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผม ยังต้องให้ลูกเรียนหนังสือ อย่างน้อยก็ต้องปริญญาตรี อย่างกรณีที่พูดกันในโซเชียล หรือบรรดาไลฟ์โคชชิ่งทั้งหลาย ผมว่า ถ้าเขามีลูก เขาก็คงให้ลูกเรียนหนังสือครับ”

ซื้อกระเทียมราคาถูกที่ไหน

กระเทียมจีน ขนาด 4.5-5 เซนติเมตร หัวใหญ่ในราคาส่งถูกมาก ยกกระสอบเท่านั้นนะ พิเศษกิโลกรัมละ 47 บาท ถ้าต้องการแบบแกะกลีบ กิโลกรัมละ 55 บาท  สินค้าหมดเร็วจริงๆ พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มารับถึงที่เพราะราคาถูกกว่าเจ้าอื่นๆ และซื้อแบบหัวไปแกะเป็นกลีบขายต่อให้โรงงานอาหารก็ได้ราคาดีเกือบเท่าตัว

ราคา
แบบหัว 47 บาทต่อกิโลกรัม
แบบแกะกลีบ 55 บาทต่อกิโลกรัม

สั่งขั้นต่ำ
400 กิโลกรัม

ราคาขายต่อให้ตลาด
กิโลกรัมละ 100 บาท++

สนใจติดต่อคุณใหญ่ 094-495-3168
6
ผมมีกระเทียมจีนขนาด 4.5-5 เซนติเมตร ขายส่งราคากิโลกรัมละ 50 บาท ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่รับไปขายปลีก กระเทียมเหมาขึ้นรถกระบะหนึ่งคัน เร่ขายในหมู่บ้านแปร๊บเดียวหมด เพราะคนไทยนิยมบริโภค ต่อมาได้ทราบจากทางโรงงานซอสปรุงรถ หรือโรงงานทำอาหาร รับซื้อแบบไม่อั้นแต่ขอแบบแกะกลีบแล้วเพื่อสะดวกในการแปรรูป โดยให้ราคาสูงเกือบ 100 บาท แต่ผมแนะนำการหาเงินง่ายๆ โดยหนึ่งซื้อกระเทียมจากเราไป จากนั้นนำไปแกะกลีบออกแล้วนำส่งโรงงาน หรือบางถ้าต้องการซื้อแบบแกะกลีบแล้วเราก็มีครับ ขายส่งราคากิโลกรัมละ 60 บาท

สนใจติดต่อคุณใหญ่ O94-495-3I68 (กรุงเทพ)





7
ยุคนี้ใครๆ ก็อยากเปิด Co-Working Space รับการโตของฟรีแลนซ์-Startup แต่ทำไมถึงยังมีคน“ทำเจ๊ง!”ติดตามเรื่องจริงจากเหล่ากูรู เตือนสติก่อนสตาร์ท
ข้อมูลจาก ภาควิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) บอกจำนวน Co-Working Space ธุรกิจพื้นที่ทำงานร่วมแบ่งปัน ในปี 2558 ว่า เฉพาะในกรุงเทพฯ มีอยู่มากกว่า 40 แห่ง ต่างจังหวัดอีกกว่า 10 แห่ง
ทว่า ปีนี้เรายังมี Co-Working Space เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และผู้เล่นไม่ได้มีแค่คนตัวเล็ก แต่สารพัดเจ้าใหญ่ๆ ที่แห่แหนกันลงมาแข่งในสนามนี้ ถึงขนาดที่ "อมฤต เจริญพันธุ์” ผู้ร่วมก่อตั้ง HUBBA COWORKING SPACE คาดการณ์ว่า น่าจะมี Co-Working Space แล้วเกินกว่าร้อยราย เติบโตเป็น 100% เมื่อเทียบจากปีก่อน
Co-Working Space เป็นธุรกิจน้องใหม่ ที่เพิ่งจุติบนโลกมาได้แค่ไม่กี่ปี โดยที่แรกคือ “The Hat Factory” ในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2005 ส่วนไทยเอง แม้ก่อนหน้านี้พอจะได้ยินชื่อ Third Place หรือ The sync (ปิดไปแล้ว) แวะเวียนมาให้เข้าหูบ้าง แต่ที่พอสร้างความรู้จักในธุรกิจนี้ได้จริงๆ ก็ตอนมี HUBBA ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปี ก่อน จึงยังสดใหม่พอตัวสำหรับธุรกิจนี้ ที่สำคัญยังคงเติบโตอย่างคึกคัก
ทำไมนักลงทุนถึงอยากเหลือเกินที่จะเปิด Co-Working Space
กูรูในสนาม เล่าให้ฟังว่า มาจากสภาพแวดล้อมการทำงานของคนยุคนี้ที่เปลี่ยนไป หลังเทคโนโลยีเข้ามาปฏิวัติการทำงาน ทำให้ผู้คนมีอิสระในการนั่งทำงานมากขึ้น ก็แค่มีอินเตอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ แม้จะอยู่ที่ไหนบนโลกก็สามารถทำงานได้ทั้งนั้น
ขณะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ไม่ชอบตอกบัตรเข้าทำงาน เบื่อรถติด เบื่อชีวิตจำเจ เลยอยากออกมา Startup ธุรกิจของตัวเอง แม้แต่การที่บริษัทต่างๆ ลดต้นทุนการจ้างพนักงานประจำลง ก็ส่งผลให้อาชีพ “ฟรีแลนซ์” เพิ่มขึ้นมหาศาล
คนกลุ่มนี้ต้องการสถานที่ทำงาน สะดวกสบาย ใกล้รถไฟฟ้า อยู่ในเมือง มีอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นให้ใช้ แต่จะให้ลงทุนสร้างออฟฟิศเองก็คงไม่มีปัญญา เลยขอสถานที่ทำงาน ราคาไม่แพง และมี “Community” หรือชุมชนของกลุ่มคนที่จะได้มาแชร์ไอเดีย สร้างสัมพันธภาพ และลดความยากในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่
“ปัจจุบันบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ๆ ก็เริ่มเล็งเห็นความสำคัญ โดยเริ่มมีการปรับพื้นที่บางส่วนมาทำ Co-Working Space เพราะเขามีโลเคชั่นดีๆ อยู่เต็มไปหมด อย่าง กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา, สยามพิวรรธน์ หรือ บมจ. เอสเอฟ คอร์ปอเรชั่น (SF Cinema) ก็กำลังทำ Co-Working Space ของเขาอยู่ที่ ศูนย์การค้าเมญ่า เชียงใหม่”
“เอกรัฐ สันทนตานนท์” ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บอกเล่าสถานการณ์หอมหวานของ Co-Working Space อสังหาฯ น้องใหม่ที่เป็น “Destination” หมุดหมายให้คนเข้าหา เรียกว่า แค่อยู่ในทำเลดี เดินทางสะดวก แม้จะอยู่ในจุดอับ จุดบอดของตึกไหน ก็ยังสามารถทำ Co-Working Space ได้ แถมยังจะดึงทราฟฟิกให้สถานที่นั้นได้ด้วย
รายได้หลักของ Co-Working Space จะมาจาก “ค่าบริการจากการให้ใช้พื้นที่” ไม่ว่าจะพื้นที่ทำงานส่วนกลาง ห้องทำงานส่วนตัว ห้องประชุม ห้องจัดกิจกรรม ฯลฯ ใครครีเอทหน่อยยังสามารถคิดค่าบริการเสริมอื่นๆ เพิ่ม เช่น บริการที่ปรึกษา หรือแมสเซนเจอร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถหารายได้จากช่องทางอื่นๆ อาทิ การทำพื้นที่สำหรับจัดงานอีเว้นต์ จัดงานสัมมนาต่างๆ รวมทั้งบริการไปรษณีย์และเคาท์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งเหล่านี้ จะเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ และยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการด้วย
วันนี้ Co-Working Space ยังสามารถทำร่วมกับธุรกิจอื่น เช่น “คาเฟ่” ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจ “โฮสเทล” รองรับตลาดคนชอบเดินทางและทำงานไปในเวลาเดียวกัน “Maker space” พื้นที่ลงมือทำของเหล่านักสร้างสรรค์ “Business Consult” บริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจ หรือบางที่จะกลายร่างเป็น “Incubator” ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ Startup ก็สามารถทำไปด้วยกันได้ เพื่อเพิ่ม “จุดขาย” และ “สร้างรายได้” ให้มากขึ้น
ในส่วนของ “ค่าบริการ” จะหอมหวานสักแค่ไหน? ภาควิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ลงสำรวจ Co-Working Space ในเขตกรุงเทพฯ พบว่า ย่าน สยามสแควร์ และราชเทวี คิดอยู่ที่ประมาณ 240-250 บาท ต่อคน/ต่อวัน ย่านอารีย์ อยู่ที่ 200-280 บาท  ทองหล่อ-เอกมัย อยู่ที่ 280-350 บาท ส่วน สีลม สาทร สุรศักดิ์ เก็บกันที่ 260-350 บาท ต่อคน/ต่อวัน ขณะกรุงเทพฯชั้นนอกก็รับไป 150-300 บาท ซึ่งอัตราค่าบริการมีทั้งแบบรายวัน และรายเดือน (บางที่อาจทำแพคเก็จเป็นรายชั่วโมง รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายปี เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า) ซึ่งเรตจะสูงต่ำก็ขึ้นกับความเหมาะสมของพื้นที่ และคู่แข่งที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน รวมถึงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของแต่ละรายด้วย
ส่วนค่าใช้จ่ายหลักๆ แบ่งเป็นค่าเช่าพื้นที่ 65% ค่าพนักงาน 15% ค่าน้ำค่าไฟ 10% และค่าเบ็ดเตล็ดอีก 10%
แล้วต้องมีเงินเท่าไรถึงจะเปิด Co-Working Space ได้ คนในสนามบอกเราว่า ขนาดพื้นที่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 400-800 ตรม. ใช้เงินลงทุนรวมอุปกรณ์ประมาณ 3 หมื่นบาทต่อตรม. แต่ถ้าจะให้คุ้มการลงทุน ควรคืนทุนให้ได้ภายใน 3 ปี เพราะส่วนใหญ่มักเป็นการเช่าพื้นที่คนอื่นมาลงทุน ซึ่งเช่าไป 3 ปี อาจถูกเอาที่คืนก็ได้ ฉะนั้นสิ่งที่กูรูแนะ คือ ต้องสร้างแบรนด์ให้ติดใน 2 ปีแรก เพื่อที่เมื่อต้องย้ายไปที่อื่นคนก็จะยังตามไปด้วย และคืนทุนให้ได้ภายใน 3 ปี!
หนึ่งใน Co-Working Space ที่ชัดเจนเรื่องแผนการลงทุนคือ Draftboard พวกเขาใช้เงินลงทุนประมาณ 5-6 ล้านบาท เนรมิต Co-Working Space ของเหล่ากราฟฟิกดีไซเนอร์ โดยหวังคืนทุนได้ใน 3-4 ปี “ภูดิศ เจริญปัญญายิ่ง” ผู้ร่วมก่อตั้ง Draftboard บอกเรื่องจริงที่อาจดับฝันคนโลกสวยว่า Co-Working Space รายได้อาจน้อยกว่า “ร้านกาแฟ” ด้วยซ้ำ
“Co-Working Space ไม่ได้เหมือนธุรกิจร้านกาแฟ แต่คล้ายกันตรงที่ ต่อเก้าอี้ 1 ตัว ร้านกาแฟสามารถขายลูกค้าได้ 3 คน ตกเฉลี่ย 500-800 บาท แต่กับ Co-Working Space เก้าอี้ 1 ตัว คนนั่ง 1 คน แถมนั่งทั้งวันเลยนะ เท่ากับว่าเราขายเก้าอี้ 1 ตัวได้แค่ 250 บาท ทำให้รายได้ของธุรกิจนี้น้อยกว่าร้านกาแฟถึง 3-4 เท่า!” เขาบอก
มาลองเทียบดูกับธุรกิจใกล้เคียงกัน อย่าง ทำออฟฟิศให้เช่า ที่เซ็นสัญญาระยะยาว ไม่ว่าจะ 6 เดือน ไปจน 1-3 ปี เซ็นจบ ตามเก็บเงิน เสร็จสิ้นภารกิจ แต่พอเป็น Co-Working Space ต้องขายกันเป็นรายวัน ฉะนั้นความเสี่ยงจึงสูงกว่ามาก เพราะลูกค้ามาวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มาอีกก็ได้
นั่นคือเหตุผลที่ Co-Working Space ต้องทำตัวเองให้แตกต่าง มีจุดขาย ดึงดูดคนอยากมาใช้บริการ ต้องทำกิจกรรมต่อเนื่อง และต้องรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้
โดย “โลเคชั่น” และ “ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ” ของแต่ละ Co-Working Space ยังเป็นกุญแจสำคัญ
“ถ้าตั้งเป้าว่า จะมาหารายได้จากการเปิด Co-Working Space ส่วนตัวผมมองว่า เปิดออฟฟิศให้เช่า คุ้มกว่า สบายกว่า ถ้ามองแค่เรื่องผลกำไร ต้องคิดดูดีๆ ทำการบ้านให้ชัดๆ เพราะ Co-Working Space มีหลายปัจจัยมาก ฉะนั้นใครอยากทำ อยากให้เริ่มจาก แพสชั่น”
“วินเซนต์ เศรษฐีวรรณ” ผู้ร่วมก่อตั้ง Launchpad  พื้นที่ทำงานร่วมแบ่งปัน ขวัญใจของคนแวดวงดิจิทัล บอกเล่าเรื่องจริงในสนาม โดยเขายอมรับหนึ่งข้อผิดพลาดของตัวเอง คือในตอนเริ่มต้น “ใช้ต้นทุนสูงเกินไป” โดยหมดไปกับค่าอุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอี้ ที่ล้วนใช้แต่ของดี ของแพง ทั้งนั้น ซึ่งสนอง “ความเยอะ” ส่วนตัวเองล้วนๆ
“ธุรกิจนี้กำไรอาจไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับอสังหาฯ ในรูปแบบอื่น รวมถึงยังมีต้นทุนการจัดการที่ต้องดูแลในแต่ละวันด้วย ซึ่งใช้ทั้งเวลา และทรัพยากรมาก แต่ด้วยความที่เรามีธุรกิจหลักอยู่คือทำบริษัทเกม เราต้องการออฟฟิศ มันก็ตอบโจทย์เราเอง และการแบ่งพื้นที่ให้บริษัทอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับแนวหน้าของประเทศมาเช่าอยู่ด้วยกัน นับเป็นกำไรกับธุรกิจ Startup อย่างเราด้วยซ้ำ” เขาบอก
เลยได้สนองทั้งตัวเองที่มีออฟฟิศให้นั่งทำงาน แถมยังเก็บรายได้จากค่าเช่าได้ด้วย ที่สำคัญยังเป็นโอกาสดึงดูดคนเก่งมาช่วยทำงาน มีบริษัทรายล้อมที่จะแชร์ไอเดียและช่วยแก้ปัญหา ระหว่าง Startup ธุรกิจของพวกเขา
ขณะบางรายอาจใช้โอกาสผันตัวเองไปเป็น VC (Venture Capital) ลงทุนใน Startup ที่มีศักยภาพใน Co-Working Space ของตัวเอง บางคนทำศูนย์บ่มเพาะ หรือจัดอีเว้นต์ ฯลฯ หารายได้ต่อยอดไปจากแค่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่
ยุคหนึ่งเขาว่าร้านกาแฟเซ็กซี่ แต่วันนี้ใครก็มองมาที่ Co-Working Space ว่าแต่มัน “เซ็กซี่จริงไหม?”
“ภายนอกอาจดูเซ็กซี่ เหมือนธุรกิจร้านกาแฟเวอร์ชั่นใหม่ แต่ผมมองว่า มันไม่เซ็กซี่ เพราะว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่อยากเป็น Community Leader อยากจะมานั่งคุยกับ Startup แต่ละคน ตอนที่เขายังไม่ดัง ไม่รวย ยังไม่มีทีมงาน คุณอยากรู้จักลูกค้าคุณหรือเปล่า แล้วคุณช่วยอะไรเขาได้ไหม แนะนำเขาได้หรือเปล่า คุณมีสปิริทตรงนี้ไหม ธุรกิจนี้ใช้พลังงานเยอะมากนะ”
คำบอกเล่าของ "อมฤต เจริญพันธุ์” ผู้สร้างตำนาน HUBBA ที่ย้ำชัดว่า Co-Working Space ไม่ได้มีแค่ โต๊ะ เก้าอี้ หรือพื้นที่สวยๆ แต่หัวใจคือการสร้าง “Community” ชุมชนแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้น สร้างบรรยากาศให้คนมาทำงานร่วมกัน สร้างสปิริตที่คนจะอยู่ในนี้อย่างมีความสุข และสนุกกับการทำงาน เพราะคนที่เข้ามาคงไม่ได้หวังแค่สถานที่ทำงานเท่านั้น โดยเฉพาะกับกลุ่ม Startup ซึ่งย่อมหวังให้พื้นที่ทำงานแห่งนั้น ช่วยเหลือและสานฝันเขาให้เป็นจริงด้วย
“ธุรกิจนี้ ต้องช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ เมื่อเขาสำเร็จ เราก็สำเร็จด้วย เพราะเขาจะมาใช้บริการเราต่อ”
นั่นเป็นเหตุผลให้คนทำ Co-Working Space ใช่ว่าแค่มีใจอยากจะทำ หรือมีเงินทุนเต็มกระเป๋าแล้วก็จบ ทว่าต้อง “มีศักยภาพพอ” ที่จะทำด้วย เขายกตัวอย่าง การจะทำ Co-Working Space สำหรับ ดีไซเนอร์ แต่ถ้าคนทำไม่มีความรู้เรื่องดีไซน์เลย ไม่เคยทำ ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีผลงาน ไม่แม้แต่รู้จักใครในวงการนี้ เท่านี้ก็ไปต่อได้ยากแล้ว เพราะคนที่มาใช้บริการ เขาย่อมหวังได้เจอ “ตัวจริง” ในสนามกันทั้งนั้น
นอกจากประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง คนทำยังต้องมี “เครือข่าย” ที่แข็งแกร่งอยู่พอตัว
“อย่างมาที่ HUBBA เรารู้จักกับนักลงทุน รู้จักหน่วยงานภาครัฐ องค์กรต่างๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์ เรามีสื่อ และมีประสบการณ์ที่ทำ Startup มาก่อน เลยเหมือนมีทรัพยากรที่จะทำให้ Startup รายนั้นไปได้ไกลขึ้น” เขาบอกจุดขาย
แน่นอนว่า “ผู้มาใหม่” การจะต่อจิ๊กซอว์แบบนี้ให้เกิดได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
เลยทำให้ระหว่างการเติบโตอย่างหอมหวาน ก็มี Co-Working Space หลายรายที่ต้อง “กัดก้อนเกลือกิน” ไม่ก็ล้มหายตายจากไปแบบเงียบๆ ด้วยเหตุผลตั้งแต่ เลือกโลเคชั่นไม่ดี Community ไม่แข็งแรง ไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เรียกลูกค้ามาใช้บริการต่อเนื่องไม่ได้ หรือต้นทุนอาจสูงเกินไป จนไม่สามารถรันธุรกิจให้อยู่รอด
ฟังแต่เรื่องช้ำๆ อย่าคิดว่ามีแต่คนทำแล้วไม่สำเร็จ ดูตัวอย่าง HUBBA ที่เริ่มจากสาขาเดียวตรงเอกมัยซอย 4 วันนี้พวกเขา คือเจ้าของ Co-Working Space ที่ทั้งลงทุนเองและร่วมบริหารอยู่ถึง 8 สาขา ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด(เชียงใหม่) แม้แต่ในต่างประเทศอย่างเวียงจันทร์ ขณะที่เป้าหมายปีนี้จะขยายสาขาที่ลงทุนเอง จากเดิมมีอยู่ 4 สาขา ให้ไปถึง 10 สาขา! ให้ได้
สิ่งที่โตไปพร้อมกับ HUBBA คือการสร้าง Startup เจ๋งๆ ให้เกิดขึ้น โดยปัจจุบันมี Startup ที่เกิดจาก HUBBA อยู่กว่า 10 ราย ช่วยให้ Startup เหล่านั้นสามารถระดมทุน ได้แล้วประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 150 ล้านบาท โดยเริ่มจากการเป็นสมาชิกของพวกเขา
คนอื่นว่าคืนทุนกันอย่างน้อย 3-4 ปี แต่ อมฤต ผู้ก่อตั้ง HUBBA ยืนยันกับเราว่า ค่าเฉลี่ยระยะเวลาคืนทุนของพวกเขาอยู่ระหว่าง 6 เดือน-2 ปี และมีรายได้ที่ “หลักสิบล้านบาท!” แล้ว
“ทุกครั้งผมไม่เคยบอกเลยว่า ธุรกิจนี้ทำง่าย เพราะ Community ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และไม่สามารถบอกได้ด้วยว่า มันจะแข็งแรงหรือไม่ อยู่ที่ว่า คุณต้องโฟกัส แล้วพยายามพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง คนที่อยากทำเพราะเห็นภาพที่มันสวย มีที่ให้มานั่งทำงาน มาคุยกัน แต่ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไรที่น่าสนใจ หรือเราไม่สามารถให้คำปรึกษาเขาได้ แม้แต่คนในนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรที่เจ๋งๆ ที่เขาสามารถเรียนรู้ หรือแลกเปลี่ยนไอเดียกันได้เลย แบบนี้เขาจะมาไหม” เขาบอกโจทย์หิน
แต่ถ้าถามว่า ตลาดนี้ยังมีอนาคตแค่ไหน คนหนุ่มบอกแค่ว่า อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์เมืองไทย มีพื้นที่รวมกว่า 8-9 ล้าน ตรม. แต่ที่เป็น Co-Working Space ยังมีอยู่แค่หลักหมื่นตรม. เท่านั้น ฉะนั้นยังเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ที่คนอาจยังไม่รู้จัก ไม่สัมผัส และไม่เข้าใจ จึงยังมีโอกาสโตได้อีกมาก เมื่อวันที่คนรู้จักและอยากมาใช้พื้นที่ทำงานแบบนี้กันมากขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการจาก Launchpad และ Draftboard ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Co-Working Space ยังเป็นธุรกิจที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสนใจของเด็กยุคนี้ที่อยากทำ Startup และอยากทำฟรีแลนซ์กันมากขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งอานิสงส์ต่อ Co-Working Space รวมถึงการเติบโตไปตามเทรนด์ของ “ดิจิทัลอีโคโนมี” โดย Co-Working Space ที่มีความ "เฉพาะตัว” จะยังได้เปรียบในสนามนี้
“ธุรกิจนี้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ด้วยความที่มันโตด้วยกายภาพเพียงอย่างเดียว ทำให้ต้องแข่งกันเอง สุดท้ายก็จะเกิดสงครามราคา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราคงไม่อยากให้เกิดขึ้น ฉะนั้นจากนี้คงต้องมีระบบบางอย่างที่จะควบคุม Co-Working Space เพื่อให้เติบโตทั้งกายภาพและความเป็นระบบมากขึ้น” ภูดิศ แห่ง Draftboard สะท้อนความคิด
แม้เป็นสนามที่ยาก ทว่ายังมีโอกาสหลบซ่อนอยู่ ก็แค่เตรียมตัวให้พร้อม รู้จักและเข้าใจธุรกิจนี้ให้ถ่องแท้ ก่อนพ่ายให้ความ “เซ็กซี่” แล้วกระโจนลงสนามร้อนที่ชื่อ Co-Working Space
...................................
“กูรู”แชร์ไอเดียทำเงิน
-Room111 คือ Co-Working Space ที่ดึงธุรกิจคาเฟ่ มาเติมเสน่ห์ให้บริการเช่าพื้นที่ทำงาน โดยเปิด Slow Cafe by Room 111 มาเป็นอีกหนึ่งจุดขาย มี “กาแฟดริป” เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งในอนาคตยังมีแผนเปิดเป็นโฮสเทล และ Business Clinic เพื่อให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจแก่ลูกค้าด้วย
-Oneday Pause and Forward ไม่ได้ให้บริการแค่พื้นที่ทำงาน แต่ยังมีบริการที่พักขนาดเล็ก เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าที่ต้องการเดินทางและทำงาน
-PINN Creative Space เป็น Co-Working Space ของคนรักงานฝีมือ โดยที่นี่จะมีอุปกรณ์เฉพาะทางในการประดิษฐ์ผลงานต่างๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ทันสมัยและราคาสูง เช่น จักรเย็บผ้าดิจิทัล เครื่องสกรีนลายผ้า เครื่องปรินท์ภาพสามมิติ ซึ่งสามารถคิดค่าบริการเพิ่มเติมจากลูกค้า
-Muchroom ไม่ได้มีแค่ Co-Working Space แต่ยังมีบริการให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจ
-HUBBA เป็น Startup Incubator ที่ให้คำปรึกษา จัดหาแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มสตาร์ทอัพ กับบรรยากาศสบายๆ ในรูปแบบของบ้าน ทำให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่น เกิดสังคมเล็กๆที่คนจึงแวะเวียนมาไม่ขาดสาย
-Ma:D คือ Co-Working Space ของคนที่สนใจประเด็นทางสังคม พวกเขาให้คนมาใช้พื้นที่ส่วนกลางได้ฟรีๆ จะเก็บเงินก็แค่ออฟฟิศส่วนตัว ห้องประชุม และห้องจัดกิจกรรม ส่วนรายได้ที่สำคัญคือการทำโปรเจคเพื่อสังคมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งกลายเป็นรายได้หลักที่สร้างการเติบโตให้ธุรกิจในวันนี้้
------------------------------
“FASCINATED”กลยุทธ์สำเร็จ
Co-Working Space
Flexibility ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการ
Accessibility ทำเลที่ตั้ง สะดวกสบาย ง่ายต่อการเดินทาง
Service ให้บริการด้วยความอบอุ่น-เป็นกันเอง
Community สร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด-ส่งเสริมการทำงาน
Identity สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว ง่ายต่อการจดจำ
Network ใช้เครือข่ายสร้างโอกาสและสัมพันธภาพเพื่อประโยชน์ธุรกิจ
Atmosphere สร้างบรรยากาศให้เหมาะสมต่อการทำงาน
Trusted สร้างความมั่นใจในความปลอดภัย
Expert ความรู้และความชำนาญเฉพาะทางของผู้ประกอบการ
Determination มุ่งมั่นและตั้งใจดำเนินธุรกิจ

ที่มา : สัมมนา สร้างพื้นที่อย่างมีสไตล์ กวาดรายได้ด้วยธุรกิจ Co-Working Space ภาควิชาการตลาด CMMU
8
ธุรกิจไมซ์ (MICE) เป็นธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หลักๆเกิดจากการต้องการสถานที่จัดการประชุมที่ได้มาตรฐาน ซึ่ง (MICE) ย่อมาจาก (Meetings, Incentive Travel, Conventions and Exhibitions) ซึ่งศัพท์ที่ 4 คำนี้ มีความหมายดังนี้

M = Meeting หมายถึง ธุรกิจการจัดประชุมขององค์กร ซึ่งเป็นการจัดประชุมของกลุ่มบุคคลในองค์กรเดียวกันหรือสมาคมเดียวกัน อาจจะจัดประชุมระดับนานาชาติ ระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ หรือระดับภายในประเทศก็ได้

I = Incentives หมายถึง การจัดนาเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานหรือบุคคลที่สามารถดาเนินงานตามเป้าหมายที่บริษัทวางใจ โดยบริษัทผู้ให้รางวัลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั้งหมด อาจใช้คาว่า Event

C = Conventions หมายถึง การประชุมนานาชาติของกลุ่มบุคคลต่างองค์กรในสายอาชีพหรือใกล้เคียงกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นโดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 800 คน ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดของสมาคมระดับนานาชาต

E = Exhibitions หมายถึง การจัดงานแสดงสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้แก่อุตสาหกรรม ร้านค้า และผู้ซื้อ อาจจัดในระดับนานาชาติ หรือระดับภูมิภาคหรือระดับชาติก็ได้

ธุรกิจไมซ์ เป็นอีกหนึ่งสาขาของอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นจำนวนมากเนื่องจากธุรกิจไมซ์ เป็นธุรกิจที่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและใช้จ่ายตอบแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแต่ละทริปนั้นค่อนข้างสูงกว่าการท่องเที่ยวประเภทอื่น ด้วยเหตุนี้ในแต่ละประเทศที่เป็นเมืองธุรกิจไมซ์จึงค่อนข้างทีจะให้ความสำคัญกับธุรกิจไมซ์เป็นอย่างมากเพื่อที่จะยกระดับประเทศตนเองให้เป็นมาตรฐานเพื่อที่จะได้รับการยอมรับจากนานาประเทศในการเป็นเจ้าภาพจัดงานกิจกรรมที่สำคัญๆของภูมิภาคในแต่ละครั้ง และเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุมนานาทวีป เช่นยุโรป อเมริกา เป็นต้น
9
1.เจาะลึกการทำการตลาดบน Facebook อย่างไรให้ยอดขายปังที่สุด!!(ภาคทฤษฎี EP.1)
เนื้อหาบทที่ 1 จะพูดถึงสถิติต่างๆตลอดปี2016 และเหตุผลว่าทำไมต้องทำการตลาดบน Facebook
>>>https://www.youtube.com/watch?v=D408R8F1e8c&t=8s

2.เจาะลึกการลงโฆษณา Facebook อย่างไรให้ยอดขายปังที่สุด!!(ภาคปฏิบัติ EP.2)
เนื้อหาบทเรียนที่ 2 จะพูดถึงพื้นฐานการลงโฆษณาบน Facebook และโฆษณาแต่ละแบบมีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง
>>> https://www.youtube.com/watch?v=oDlgY0BbpgA&t=864s

3.เจาะลึกเทคนิคการลงโฆษณา Facebook อย่างไรให้ยอดขายปังที่สุด!!(ภาคปฏิบัติ EP.3)
เนื้อหาบทเรียนที่ 3 จะพูดถึงเทคนิคการโพสรูปลงบนหน้าแฟนเพจ+เทคนิคการอ่านสถิติพื้นฐาน
>>> https://www.youtube.com/watch?v=hZ-F4JJ6c7E&t=6s

4.เจาะลึกเทคนิคการลงโฆษณา Facebook อย่างไรให้ยอดขายปังที่สุด!!(ภาคปฏิบัติ EP.4)
เนื้อหาบทเรียนนี้จะมาสอนเทคนิคการทำ LOOKALIKE AUDIENCE หรือเหมาะสำหรับคนที่ลงโฆษณาไปแล้วยอดขายลดลงเรื่อยๆ
>>> https://www.youtube.com/watch?v=kXnkBzHP62k

5.การสร้าง Chat bot ไว้ช่วยตอบลูกค้าบน Facebook FanPage (EP.5)
เหมาะสำหรับเพื่อนๆที่ลูกค้าทักมาจนตอบไม่ทัน แล้วรู้สึกว่าเราน่าจะให้ข้อมูลพื้นฐานกับลูกค้าได้ดีกว่านี้นะครับ
>>> https://www.youtube.com/watch?v=KgMtCWG5oQ8

6.เจาะลึกเทคนิคการลงโฆษณา Facebook อย่างไรให้ยอดขายปังที่สุด!!(ภาคปฏิบัติ EP.6)
เนื้อหาบทเรียนนี้จะมาสอนเทคนิคการลงโฆษณาโดยยิงโฆษณาเพื่อส่งลูกค้าไปยัง Inbox แฟนเพจ
>>> https://www.youtube.com/watch?v=UiP0lnhkXHA
10
สตีฟ จ็อบส์
กล่าวในวันจบการศึกษา ของ มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด
เขากล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตทั้งหมด 3 เรื่อง ตั้งแต่การออกจากมหาวิทยาลัยเนื่องจากค่าเทอมที่แพงที่เกินไป ถูกไล่ออกโดยผู้บริหารที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาเอง และการตรวจเจอมะเร็งระยะสุดท้าย ที่หมอวินิจฉัยว่าเขาจะอยู่ได้เพียง 3-6 เดือน ซึ่งทุกเหตุการณ์ล้วนก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญในชีวิต แต่สิ่งที่เขาพยายามเน้นย้ำมากที่สุดในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้คือ ความศรัทธาในสิ่งที่รักและทำมันอย่างเต็มที่
“เวลาของเราทุกคนมีจำกัด อย่ามัวเสียเวลาอยู่กับการพยายามที่จะเป็นคนอื่น หรือติดกับดักความคิดสวยหรูที่คนพูดกัน อย่าปล่อยให้ความคิดเห็นของคนอื่นมีอิทธิพลเหนือความต้องการที่แท้จริงของตัวเราเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความกล้าหาญที่จะทำตามสัญชาตญาณ และเสียงหัวใจของตัวเอง เพราะว่าจริงๆในใจเรารู้อยู่แล้วว่าเราต้องการจะทำอะไร เรื่องอื่นๆถือเป็นเรื่องรอง”

เจ เค โรว์ลิ่ง
กล่าวในวันจบการศึกษา ของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
นักเขียนชาวอังกฤษซึ่งโด่งดังจากการเขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ รวมถึงชีวิตที่ยากลำบากในอดีตของเธอที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกมากมาย เธอได้เล่าถึงจุดต่ำสุดของชีวิตเมื่อตอนอายุ 27 ที่ประสบปัญหาครอบครัว เธอต้องหย่าร้างกับสามีและต้องเลี้ยงลูกสาวด้วยตนเองภายใต้สถานะทางการเงินที่ตกต่ำถึงขนาดต้องขอเงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้เธอกลายเป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วย แต่ท้ายสุดเมื่อชีวิตได้เดินมาถึงจุดต่ำสุดและสูญสิ้นทุกอย่างจนเหลือเพียงแค่ 2 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตซึ่งได้แก่ ลูกสาว และงานเขียนเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ เธอจึงต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษา 2 สิ่งสุดท้ายไว้ให้ดีที่สุด ซึ่งในสุนทรพจน์เธอพยายามชี้ให้เห็นว่าความล้มเหลวเหล่านั้นเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จ
“คุณอาจไม่เคยประสบความล้มเหลวในระดับที่ฉันเคย แต่ความล้มเหลวในชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่เคยทำผิดพลาด เว้นเสียแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังจนเกินไป ซึ่งการใช้ชีวิตแบบนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากการล้มเหลวโดยอัตโนมัติเลย”

อาโนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์
กล่าวในวันจบการศึกษา ของ มหาวิทยาลัยเอมโมรี
นักเพาะกาย นักแสดง และนักการเมือง คือ 3 บทบาทสำคัญที่เขาได้แสดงในชีวิตจริง อาโนลด์เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดหลายอย่างในชีวิต ด้วยการยึดมั่นในเป้าหมาย และทำสุดความสามารถโดยไม่หวั่นต่อคำสบประมาท สังเกตได้จากการเปลี่ยนบทบาทจากนักเพาะกายที่ได้แชมป์มานับไม่ถ้วน มาเป็นนักแสดงที่สร้างความจดจำให้คนบนโลกในบทของคนเหล็ก และท้ายสุดก้าวสู่สนามการเมืองและเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย
“ทุกที่ที่ไปจะต้องพบเจอกับคนที่คอยสบประมาทเราอยู่ตลอดเวลา อย่าไปฟังพวกเขา สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ว่าเป้าหมาย และสิ่งที่คุณต้องการคืออะไร เชื่อมั่นในตนเอง และออกไปทำมันให้เต็มที่ แหกบางกฎเกณฑ์และอย่ากลัวที่จะล้มเหลว”

ไมเคิล เดลล์
กล่าวในวันจบการศึกษา ของ มหาวิทยาลัยเท็กซัสออสติน
อดีตนักศึกษาชีววิทยาที่ก้าวออกจากเส้นทางที่ครอบครัวคาดหวัง สู่การเป็นผู้ก่อตั้ง Dell Inc. บริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดังก้องโลก เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ค้นพบสิ่งที่รักตั้งแต่อายุน้อย จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มสังเกตว่าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์มีมากเกินไปแล้วในหอพักขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส และนั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะกับตัวเขา ถัดมาไม่นานเขาจึงลาออกและเดินหน้าทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจัง
“นี่คือเวลาที่พวกคุณจะได้ก้าวออกไปข้างหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ อย่าปล่อยให้ใครมาหยุดยั้งหรือสร้างความลังเลใจให้กับคุณ อย่ามัวแต่ใช้เวลเพื่อเฝ้ารอโอกาสที่สมบูรณ์แบบ เพราะมันอาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญในชีวิต จำไว้ว่าเราจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่มันก็เป็นแค่อุปสรรคที่เราต้องเจอ เรียนรู้จากมันเพราะนั่นคือการเรียนรู้สู่ความสำเร็จในชีวิต”
Pages: [1] 2 3 ... 5